ชุมชนคริสเตียนที่ยืนยันอัตลักษณ์ของ LGBTQIA+

บทที่ 2: ประเพณีคริสเตียนไม่ได้พูดเรื่องเพศวิถี (Sexual Orientation)

Based on: https://reformationproject.org/case/tradition/

คำถามชวนคุย 🗣️
  • คุณเข้าใจว่าเพศวิถี (sexual orientation) คืออะไร? → แนะนำให้อ่าน เรื่องความหลากหลายทางเพศ เพื่อทำความเข้าใจ
  • คุณคิดว่าเพศวิถี (sexual orientation) เป็นสิ่งที่คนเลือกเอง หรือว่ามีมาแต่เกิด? คุณได้เลือกเพศวิถีของตัวเองหรือไม่ เมื่อไหร่?
คำสอนที่สนับสนุน LGBTQ+
💡
ประเพณีคริสเตียนไม่ได้พูดเรื่องเพศวิถี (sexual orientation)
คำสอนที่ไม่สนับสนุน LGBTQ+
การสนับสนุนความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันเป็นการล้มล้างประเพณีคริสเตียนที่เก่าแก่กว่า 2,000 ปี

ในช่วงประวัติศาสตร์ 1,600 ปีแรกของคริสตจักร คริสเตียนเกือบทุกคนเชื่อว่าโลกตั้งนิ่ง ไม่เคลื่อนที่อยู่ที่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่การประดิษฐ์กล้องดูดาวทำให้คริสเตียนเปลี่ยนการตีความพระคัมภีร์

  • สดุดี 93:1 กล่าวว่า “พิภพได้สถาปนาไว้อย่างมั่นคง มันจะไม่สั่นคลอน” โยชูวา 10:13 บอกว่าดวงอาทิตย์ “หยุดนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า ไม่ได้รีบตกไปตามเวลาประมาณหนึ่งวันเต็ม” ปัญญาจารย์ 1:5 กล่าวว่า “ดวงอาทิตย์ขึ้น และดวงอาทิตย์ตก แล้วกระหืดกระหอบไปถึงที่ซึ่งขึ้นมานั้นอีก”
  • กาลิเลโอได้ชี้แจงว่า ผู้เขียนพระคัมภีร์ใช้ภาษาภาพพจน์ในการบรรยายฟ้าสวรรค์ เพื่อให้เนื้อหา “เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้”
  • แม้จะขัดกับประเพณีที่ยึดถือมา กล้องดูดาวนำเสนอข้อมูลใหม่ ที่ทำให้คริสเตียนต้องกลับมาพิจารณาความเชื่อและการตีความพระคัมภีร์อีกครั้ง

“ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า พระเจ้าผู้ทรงประทานจิตสำนึก เหตุผล และสติปัญญา จะปรารถนาให้เราละทิ้งสิ่งเหล่านั้น”

กาลิเลโอ กาลิเลอิ 1564–1642

คริสเตียนในปัจจุบันก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับข้อมูลชุดใหม่ในเรื่องของเพศวิถี

คนในยุคโบราณเชื่อว่า แรงดึงดูดหรือพฤติกรรมทางเพศต่อเพศเดียวกันนั้นเป็นกิเลสส่วนเกินที่อาจจะเกิดได้กับทุกคน เฉกเช่นความตะกละและการเมามาย ในสมัยนั้นไม่มีความเข้าใจว่ามันคือเพศวิถีของคนส่วนน้อย

ตัวอย่างงานเขียนยุคโบราณที่พูดถึงพฤติกรรมทางเพศของเพศเดียวกัน:

Musonius Rufus (นักปรัชญาโรมันในศตวรรษที่ 1)

“ชีวิตที่หรูหราและปล่อยตามใจตัวก็ขึ้นกับกิเลสทางเพศอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่น คนที่ใช้ชีวิตแบบนั้นโหยหาความรักหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ตามกฎหมายแต่รวมไปถึงแบบที่ผิดกฎหมายด้วย ไม่ใช่แค่กับผู้หญิงแต่กับผู้ชายด้วย ตามจีบคนนั้นที คนนี้ที กับคนที่ว่างก็ไม่พอ ยังตามจีบคนที่เข้าถึงไม่ได้อีกด้วย”

Dio Chrysostom (นักพูดกรีกโรมันในศตวรรษที่ 1)

“ชายผู้ซึ่งไม่รู้จักพอในเรื่องเหล่านี้ [มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง] เมื่อเขาพบว่ามันไม่มีความยาก ไม่มีแรงต้านจากกลุ่มนี้ เขาก็จะเบื่อหน่ายกับชัยชนะที่ได้มาง่ายๆ และพาลรังเกียจความรักของสตรีว่าพร้อมยอมง่ายเกินไป ซึ่งคือมีความเป็นหญิงเกินไป จึงเบนแผนศึกต่อชายชาตรี กระเหี้ยนกระหือรือจะทำให้ชายหนุ่มว่าที่นักปกครอง ผู้พิพากษา และนายพล แปดเปื้อน โดยเชื่อว่าความสุขแบบนั้นจะลำบากและหาได้ยาก”

คำบรรยายเหล่านี้ไม่เพียงจะแตกต่างจากเพศวิถีของคนรักเพศเดียวกันแล้ว ยังแตกต่างจากเพศวิถีแบบรักหลายเพศ (bisexual) อีกด้วย เนื่องจากคนสมัยนั้นได้อธิบายพฤติกรรมของการรักเพศเดียวกันว่าเกิดจากราคะที่มากเกิน ไม่ใช่ความต้องการทางเพศปกติทั่วไป

คำถาม: อย่างนั้นแสดงว่าผู้เขียนพระคัมภีร์ขาดความเข้าใจ หรือเข้าใจผิดในเรื่องความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันหรือไม่?

  • ไม่ใช่ พฤติกรรมทางเพศต่อเพศเดียวกันในสมัยโบราณเป็นไปตามคำอธิบายว่าด้วยการตามใจตนในเรื่องความใคร่ ทั้งเพศสัมพันธ์ระหว่างนายกับทาสชาย โสเภณี และ pederasty (เพศสัมพันธ์ระหว่างชายผู้ใหญ่และเด็กผู้ชาย) - ความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมทางเพศของเพศเดียวกันว่าเกิดจากความใคร่ที่มากล้นเกินอธิบายปรากฏการณ์ที่แพร่หลายในสมัยนั้นได้อย่างถูกต้อง
เพศสัมพันธ์ระหว่างนายและทาสชายนั้นปรากฏอยู่ทั่วไป

คำถาม: แต่สมัยนั้นก็น่าจะมีชาว LGBTQ ที่มีความสัมพันธ์จริงจังบ้างไม่ใช่หรือ?

  • ความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันที่เป็นที่ยอมรับของสังคมโบราณ ล้วนแล้วแต่ต้องคงสถานะชนชั้นและลำดับขั้นทางเพศทั้งนั้น พลเมืองชายที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะมีเพศสัมพันธ์กับทาสชาย โสเภณี หรือเด็กผู้ชายได้ ตราบเท่าที่ยังทำให้สังคมเห็นว่าชายผู้นั้นเป็นฝ่ายกุมอำนาจเหนือกว่าในเพศสัมพันธ์เหล่านั้น
  • อัตลักษณ์ทางเพศในสมัยนั้นไม่ได้เกิดจากเพศวิถี แต่เกิดจากการปฏิบัติตามบทบาททางเพศของระบบชายเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นฝ่ายกระทำจะได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะกระทำต่อชาย หญิง หรือทั้งคู่ ส่วนชายผู้เป็นฝ่ายถูกกระทำจะถูกมองในแง่ลบ ผู้คนไม่ได้ออกมาเปิดตัวว่าเป็นเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็ลชวล เพราะเพศสภาพของคนที่พวกเขามีเพศสัมพันธ์ด้วยไม่ได้สำคัญเท่าบทบาททางเพศในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • สังคมกรีก-โรมันยอมรับพฤติกรรมต่าง ๆ ตราบเท่าที่มันไม่ได้ท้าทายระบบแบบชายเป็นใหญ่ ความคิดที่ว่าผู้ชายสองคนหรือผู้หญิงสองคนจะเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบคนรักเดียวไปตลอดชีวิต จะไม่ได้รับการยอมรับแม้กระทั่งจากชาวกรีก-โรมันที่ “หัวก้าวหน้า” ที่สุดก็ตาม เนื่องด้วยความสัมพันธ์แบบนี้จะทำลายระบบชายเป็นใหญ่ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมสมัยนั้น
💡
แถม! แนะนำหนังสือ

หนังสือชนะรางวัลของ Nissinen ได้สำรวจความคิดเห็นของโลกโบราณในเรื่องของความรักระหว่างเพศเดียวกัน (homoeroticism) โดยมุ่งเน้นที่พระคัมภีร์และวัฒนธรรมแวดล้อม อาทิ เมโสโปเตเมีย กรีซ โรม และ อิสราเอล Nissinen กล่าวถึงแหล่งข้อมูลและบริบททางประวัตศาสตร์ต่าง ๆ ได้กระชับและอ่านง่าย

ดูหนังสือ

คำถาม: แล้วงานเขียนโบราณที่บรรยายความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันล่ะ?

  • N.T. Wright ได้โต้แย้งว่าในวรรณกรรมโบราณมีตัวอย่างที่พูดถึงความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันในแบบคู่รักอยู่ โดยยกตัวอย่าง Symposium ของเพลโต อคิลลีสกับพาโทรคลัส และจักรพรรดิเนโรที่แต่งงานกับทาสชาย แต่ตัวอย่างต่าง ๆ ที่เขาอ้างถึง ไม่มีอันไหนเลยที่คล้ายคลึงกับการแต่งงานของเพศเดียวกันในปัจจุบัน ทุกกรณีล้วนมีความแตกต่างระหว่างชนชั้น และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รักเดียวใจเดียว
  • เราไม่พบตัวอย่างในสมัยโบราณของความสัมพันธ์เพศเดียวกันที่มีคนรักเดียว ผูกพันชั่วชีวิต และจากคนในชนชั้นเดียวกันในสังคม ที่จะได้รับการยอมรับในสังคมยิ่งไม่มีเลย

คำถาม: ไม่มีงานเขียนโบราณที่พูดเรื่องเพศวิถีเลยหรือ?

  • มีงานเขียนบางชิ้นที่บรรยายความชื่นชอบเพศเดียวกันบางอย่างว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือกระทั่งมีมาโดยกำเนิด แต่งานเขียนเหล่านี้ (ตัวอย่างเช่นงานเขียนของอริสโตเติล) มักจะพูดถึงการที่ชายบางคนมีความต้องการจะเป็นฝ่ายรับในเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ไม่ได้พูดถึงความต้องการทางเพศต่อเพศเดียวกัน และไม่ได้มองว่าจะทำให้ไม่มีความต้องการจากต่างเพศไปด้วย
  • ใน Symposium ของเพลโต (ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล) ตัวละครที่ชื่อ อริสโตฟานีส เล่าถึงตำนานที่ว่า มนุษย์ที่มีสองหัวสี่ขา ได้ถูกแยกออกเป็นสองท่อน แล้วจึงต้องตามหาอีกครึ่งที่หายไป ซึ่งเขาได้พูดถึงคู่ชาย-ชาย คู่ชาย-หญิง และคู่หญิง-หญิง ซึ่งบางคนได้อ้างว่าในสมัยนั้นได้มีการแยก เกย์ กับ สเตรต ไว้แล้ว
  • แต่นักศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง David Halperin กับ Kirk Ormand แย้งว่านั่นเป็นการอ่านที่ผิด ดังที่ Ormand เขียนในหนังสือ Controlling Desires: Sexuality in Ancient Greece and Rome ว่า

    “แต่ละคู่คือประเภทของส่วนเกิน และปรากฏว่านิทานไม่ได้พูดถึงคนที่เป็นเกย์หรือสเตรตว่ามาจากไหน แต่พูดถึงกิเลสตัณหาส่วนเกินแบบต่างๆ มาจากไหน”

  • พฤติกรรมส่วนเกินที่เพลโตกล่าวถึงในงานเขียนนั้นคือ ชายหญิงที่เป็นชู้ (ไม่ใช่ “รักต่างเพศ”) ชายที่ล่าเด็กหนุ่มและยังอยู่กับพวกเขาแม้เขาจะโตแล้ว (ไม่ใช่ผู้ชายเกย์) และผู้หญิงที่ตามจีบผู้หญิง (ซึ่งผิดขนบที่ต้องเป็นฝ่ายรับ)
  • วิธีพิสูจน์ว่าความเข้าใจในเรื่องเพศวิถีของคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่เพิ่งมีมาในสมัยปัจจุบันก็คือ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ไม่มีงานเขียนคริสเตียนชิ้นไหนได้พูดถึงการบังคับให้ครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิต เนื่องด้วยคริสตจักรไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันเลย
💡

คริสเตียนที่สนับสนุนชาว LGBTQ ไม่ได้ล้มล้างประเพณีที่คริสเตียนปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้ เพราะคริสเตียนไม่มีประเพณีปฏิบัติต่อชาว LGBTQ จนกระทั่งไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง

คำถามชวนคุย 🗣️
  • ทำไมการเปลี่ยนความคิดในการตีความพระคัมภีร์ ถึงยากสำหรับคริสเตียนบางกลุ่ม?